|
สวัสดีชาวสปอร์ตทรอนและเพื่อนผู้ที่รักสุขภาพทุกคนที่คลิกเข้ามาดูเรื่องราวของเรา ประวัติส่วนตัว ชื่อ นางสาวจีรัชชา วงตะลา ชื่อเล่น อ๊อด อายุ 23 ปี ปัจจุบันรับราชการเป็นเจ้าพนักงานพัสดุ อยู่ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ค่ะ มีเรื่องเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโรคประจำตัวที่เคยเป็น ที่ต้องใช้คำว่าเคยเป็น เพราะตอนนี้เราไม่เคยเป็นอีกเลย เรายังจำได้ดี เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเรายังเรียนอยู่ ปวส. ที่ ราชมงคลอีสาน ที่โคราช เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เราเป็นไมเกรนน่ะ เกิดจากอะไร แต่เราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะนอนดึกแล้วก็เครียดด้วย เพราะตอนนั้นใกล้สอบเราชอบอ่านหนังสือตอนใกล้สอบเพราะรู้สึกว่าจำได้ดีกว่าอ่านไว้นานๆ อ่านตั้งแต่ 2 ทุ่ม ไปจนถึง ตี 3 บางทีก็ถึงเช้าเลย เป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม พอตอนเช้าเข้าห้องสอบ เรามองไม่เห็นกระดานไวท์บอร์ดที่อาจารย์เขียน ต้องขมวดคิ้วจ้องนานๆ เราเลยไปตรวจวัดสายตาที่คลีนิค หมอบอกว่าเราสายตาสั้น 150 เราก็เลยตัดแว่นสายตาใส่ ก็ดีขึ้น เราเลยใส่แว่นตาตลอด เช้าวันนึงเราไปเรียนตามปกติ เราทานข้าวเช้าที่มหาลัย พอทานเสร็จ เรารู้สึกอยากเข้าห้องน้ำก็เลยเข้าไปโอ้โห ยังกับท้องเสียเลยแต่ เวลากลั้นหายใจเบ่งมันจะปวดหัวข้างเดียว ตุ๊บๆ พอเสร็จแล้วก็ออกมาจากห้องน้ำ พอเรามองไปข้างนอกโรงอาหารรู้สึกเห็นคล้ายๆ ตัวหนอนขยุกขยึก ตาพร่ามัว แล้วมันระยิบระยับไปทั่ว นี่แหล่ะมั๊งที่มีคนเขาบอกว่าเวียนหัวจนเห็นดาวเลย แต่ตอนนั้นยังไม่มีอาการปวดหัวมากนัก แต่กลายเป็นว่าคลื่นไส้ แล้วก็อาเจียนหนักมากเลย เพื่อนๆลองนึกดูว่าคนที่ท้องเสียแล้วก็อาเจียนด้วยจะทรมานแค่ไหน พอเพื่อนๆเห็นก็พาไปคลินิคใกล้ๆมหาลัยฯ (ถ้าจำไม่ผิดชื่อ คลินิคชุมชนอบอุ่นมหาชัย)ระหว่างนั่งรถไป มันถึงค่อยๆเริ่มปวดหัวตุ๊บๆข้างขวา ปวดมากจนร้องให้ เข้าไปถ่ายท้องแล้วก็อาเจียนอีกในห้องน้ำที่คลินิค ตอนนั้นเราก็แปลกใจที่หมอไม่ทำอะไรเลย มีแต่ให้ยาแก้ปวดแล้วให้เรานอนพักที่เตียงเฉยๆ เขาบอกให้เพื่อนเราไปซื้อน้ำหวานมาให้เรากินด้วย เราก็ไม่รู้หรอกว่าให้เรากินน้ำหวานทำไม จากนั้นก็อาเจียนไม่หยุดเลย ที่กินข้าวมาตอนเช้า ออกมาหมดเลย ตอนนั้นเรารู้สึกทรมานมาก ไม่อยากลืมตาไม่อยากตอบคำถามหมอไม่อยากอ้าปากพูดอะไรด้วยซ้ำ มันรู้สึกเหนื่อยมาก ปวดหัวมากจนไม่อยากนอนหงายเรากุมขมับตลอดเวลาเลย เพื่อนๆที่มาด้วยกันเห็นเราเป็นแบบนั้นพากันตัวสั่นกันหมด เพื่อนก็โทรบอกอาจารย์ขอลาหยุด เรานอนพักที่คลินิคได้ประมาณ 2 ชม. คุณหมอก็จัดยาให้แล้วก็ให้ไปนอนต่อที่บ้านแต่ตอนนั้นเราเช่าหอพักกับเพื่อนก็นอนพักที่หอ แต่ตอนนั้นก็ยังอาเจียนอยู่ เรากินยานอนหลับตามที่หมอบอก จากนั้นเรานอนพักนานมาก นอนจนถึง 6 โมงเย็นเลย พอตื่นก็รู้สึกว่าดีขึ้นมาก ยังกับไม่เคยเป็นอะไรเลย จากนั้นมาก็ไม่เป็นอีกจนเดือนถัดมาก็เกิดอาการปวดหัวขึ้นอีก (ลืมบอกไปว่า ตอนปวดหัวครั้งแรกเราไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นไมเกรน เพราะหมอไม่ได้บอกเรา) ทีนี้เราเป็นไมเกรนตอนเย็น เราเลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช(เป็นคลินิคนอกเวลา) ตอนนี้แหล่ะหมอถึงบอกเราว่าเราเป็นไมเกรน พอเรารู้ว่าเราเป็นไมเกรนก็ยิ่งเครียดเข้าไปอีก มีพยาบาลคนนึงเขาคุยกับเราเขาบอกว่า เขาก็เป็นไมเกรนเหมือนกันแต่เป็นไม่หนัก ปวดหัวพอแต่หงุดหงิดรำคาญ เราได้ฟังก็ยิ่งเศร้าเพราะขนาดเป็นพยาบาลยังรักษาไม่หายเลย คือตอนนั้น เราบอกเลยว่า ใจเรายังไม่พร้อมที่จะรับรู้ว่าตัวเองได้มีโรคประจำตัวเกิดขึ้นแล้ว เราบอกกับตัวเองตลอดว่าเราต้องหาย ทั้งๆที่หมอก็บอกนะว่าไมเกรนรักษาไม่หาย จากนั้นมาเราก็เป็นมาเรื่อยๆ เดือนละครั้งมั่ง เดือนละ 2 ครั้งมั่ง แล้วแต่ว่าเรานอนดึกมั๊ย เราเครียดมั๊ย บางที อากาศเปลี่ยนเราก็เป็นไมเกรนขึ้นมาเฉยๆก็มีนะ
เราเป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงปิดเทอม พอปิดเทอมเราก็หารายได้พิเศษโดยไปทำงานโรงงาน เราได้งานที่บริษัท เจวีซี จะเป็นบริษัทผลิตพวกชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ เราอยู่แผนกบัดกรี เขาจะบัดกรีตะกั่วตลอดทั้งวันเลย ทำให้เราเป็นไมเกรนบ่อยขึ้น เป็นแทบจะทุกอาทิตย์ สิวก็ขึ้นเต็มหน้าเลย เราทำงานที่ บริษัท ฯ ได้ 2 เดือน ก็เลยลาออก เพราะร่างกายไม่ไหว ตอนนั้นหมอให้ยาคลายกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาอีกตัวนึง เพราะเป็นทีไรมันจะเกร็งกล้ามเนื้อลุกไม่ไหวเลย เราก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเราเรียนจบไปจะทำงานเอกชนได้หรือเปล่าทำงานไปลาหยุดไป ลาหยุดทุกอาทิตย์แล้วใครเขาจะมาจ้างเรา เราก็เลยพยายามหางานทางราชการทำ เพราะคิดว่ามันคงไม่หนักมากเหมือนงานเอกชนอย่างน้อยก็หยุดวันเสาร์ แล้วเราก็สอบได้บรรจุเป็นข้าราชการ จริงๆ ก็ทำงานไปด้วยเป็นไมเกรนไปด้วย เรื่อยมาบางทีมันทรมานมากจนแทบอยากฆ่าตัวตายก็มี ตอนนั้นคุณหมอให้ยาเราเพิ่มอีก 1 ตัว คือยาคลายเครียด เราก็คิดนะว่า เอ๊ะ เราถึงขั้นจะเป็นบ้าแล้วเหรอเนี่ย คือ ตอนนั้นจะมียาแก้ปวด 2 ตัว คือถ้าปวดหัวไม่มากก็กิน 1 ตัวถ้าไม่หายค่อยกินเพิ่มอีก 1 ตัว ยานอนหลับ 1 ตัว ยาแก้อาเจียน 1 ตัว ยาคลายกล้ามเนื้อ 1 ตัว ยากันปวดหัว 1 ตัว แล้วก็ ยาคลายเครียดอีก 1 ตัว เราก็กินยาแบบนี้เรื่อยมา เป็นมาประมาณ 3 ปี จนวันนึงไปเจอเพื่อนที่อยู่หอพักด้วยกันเขาก็แนะตัวผลิตภัณฑ์มา เราก็บอกเขานะว่าถ้ามันหายเราก็จะซื้อ จากนั้นเราก็ศึกษาข้อมูลดูก่อน แล้วก็ลองซื้อมาทานดู เราทานไป 1 เดือนก่อน ไม่น่าเชื่อเลย ว่าเราไม่เป็นไมเกรนเลยเพราะปกติ คือจะปวดหัวอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ 1 เดือนผ่านไปเราลืมเลยนะ ว่าได้เวลามันเป็นไมเกรนอีกรอบแล้ว แต่ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจเลยลองทานต่ออีก 1 เดือน ก็ไม่เป็นไมเกรนอีก ไม่ปวดหัวติดต่อกัน 2 เดือนเลย คุณภาพชีวิตเรารู้สึกว่าดีขึ้นมาก มีหวังขึ้นมาทันทีเลยว่า นี่แหล่ะใช่แน่ เราทานมาเรื่อยๆ แต่บางเดือนก็ลองหยุดทานดูนะ ว่าจะกลับมาเป็นอีกหรือเปล่า แต่มันก็ไม่กลับมาเป็นไมเกรนอีก ตอนนี้เรานอนดึกได้ จ้องคอมพิวเตอร์นานๆได้ เราก็ดีใจมาก ความเครียดก็เลยลดลงไปโดยปริยาย เพราะเรามีหวังขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เราก็ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของผลิตภัณฑ์นี้แล้ว เพราะเราคิดว่าคงมีคนเป็นแบบเราอีกหลายคนแน่เลย เราคงจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ที่จะบอกต่อแนะนำคนที่เรารักหรือรู้จักให้เขาหายจากความทรมานจากโรคนี้
เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเราก็มีเท่านี้ ที่เล่ามาก็ไม่อยากให้เพื่อนๆ ประสบกับโรคภัยแบบเดียวกับที่เราเคยเป็นมา อยากให้รักษาสุขภาพตัวเองให้ดี บางทีเราปล่อยปละละเลยสุขภาพเราไปเพียงไม่นานหรอก แต่เราอาจจะกลายเป็นคนที่มีโรคประจำตัวไปตลอดชีวิตก็ได้ แล้วใครที่เผลอเป็นโรคนี้ไปแล้วหรือสงสัยว่าตัวเองเป็นหรือเปล่า ก็อยากให้ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีกว่าเดิม ลองตรวจสุขภาพตัวเองดู เพราะการปวดหัวทุกคนเคยปวด แต่ปวดมากปวดน้อย ปวดบ่อยหรือเปล่าอันนี้ให้ลองเช็คตัวเองด้วยนะคะ จะได้รักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะสายเกินไป
ขอขอบคุณ คุณจีรัชชา วงตะลา ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
ท่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ คุณจีรัชชา วงตะลา (ฝ่ายพัสดุ) / คุณพานทอง ปรางศรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 43 หมู่ 6 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20110
Tel : 085-084-7146, 086-835-6509, 038-358-201 ต่อ 3312
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ข้อมูลจาก : sportronfamily.com
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - |